กค 0706/2705
29 มีนาคม 2549
69/34035
พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 387) พ.ศ. 2544
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2548 บริษัท ป. ได้ควบกับบริษัท ท. โดยการยื่นขอจดทะเบียนการควบบริษัท
ต่อนายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด กระทรวงพาณิชย์ ตามบทบัญญัติแห่งชาติพระราชบัญญัติ บริษัท
มหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ซึ่งบริษัทที่เกิดจากการควบกัน คือ บริษัทฯ จึงขอหารือปัญหากฎหมายภาษี
อากรเกี่ยวกับการได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่จดทะเบียน
ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ควบเข้ากันตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวล
รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 387) พ.ศ. 2544 ดังนี้
1.บริษัทฯ ได้รับสิทธิลดอัตราภาษีเงินได้ลงเหลือร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิทั้งหมดเป็นเวลา 5
รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน นับตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีหลังจากที่บริษัทฯ มีหลักทรัพย์มาจด
ทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามมาตรา 4(2) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 387) พ.ศ. 2544 โดย
เหตุที่เป็นบริษัทที่นำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายหลังวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ
(ฉบับที่ 387) พ.ศ. 2544 ใช้บังคับ และภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2548 หรือ
2.บริษัทฯ ได้รับสิทธิลดอัตราภาษีเงินได้ลงตามส่วนที่บริษัท ป. และบริษัท ท. มีอยู่เดิมก่อนการ
ควบบริษัท โดยผลของมาตรา 153 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 หากบริษัทฯ
สามารถทำการแยกบัญชีแสดงรายรับและรายจ่ายของกิจการของ บริษัท ป. และ บริษัท ท. เดิมได้
1. บริษัทฯ เป็นบริษัทใหม่ที่ได้ควบเข้ากันระหว่างบริษัท ป.กับบริษัท ท. มีสถานะเป็นบริษัท
จดทะเบียนที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียน
การควบบริษัทตามข้อ 7 ของข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การรับหลักทรัพย์
ของบริษัทที่เกิดจากการควบบริษัทเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2542 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2542
ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ ที่ได้ควบเข้ากันระหว่างบริษัท ป. กับบริษัท ท. เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มี
หลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังจากวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 387) พ.ศ.
2544 ใช้บังคับ (วันที่ 6 กันยายน 2544) จึงไม่ได้สิทธิลดอัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา 3 แห่ง
พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 387) พ.ศ. 2544
2.บริษัทที่จะได้รับสิทธิในการลดอัตราภาษีตามมาตรา 4(2) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ
(ฉบับที่ 387) พ.ศ. 2544 จะต้องไม่เป็นบริษัทที่ควบเข้ากันกับบริษัทที่ได้รับสิทธิลดอัตราภาษี
เงินได้ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 387) พ.ศ. 2544 ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขใน
มาตรา 5(3) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 387) พ.ศ. 2544 ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ เป็นบริษัทที่
ควบเข้ากันกับบริษัท ป. ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสิทธิลดอัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา 3 แห่งพระราช
กฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 387) พ.ศ. 2544 บริษัทฯ ที่ได้ควบเข้ากันระหว่างบริษัท ป. กับบริษัท ท.จึงไม่
ได้รับสิทธิลดอัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา 4(2) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 387) พ.ศ. 2544
แต่อย่างใด