กค 0706/2777
31 มีนาคม 2549
69/34046
มาตรา 40(2) มาตรา 41 วรรคหนึ่ง มาตรา 82/13 มาตรา 83/6 และมาตรา 83/6 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร
ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้อนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการจัดจ้างที่
ปรึกษาเพื่อสนับสนุนการเจรจาความตกลงบริการด้านการเงินภายใต้การเจรจาความตกลง
การค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา จากงบประมาณการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหรัฐ
อเมริกาประจำปีงบประมาณ 2549 โดยให้ สศค. ดำเนินการยกร่างและเจรจาเงื่อนไข
เกี่ยวกับสัญญาการจัดจ้างที่ปรึกษา และกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้ดำเนินการ
จัดจ้างและเบิกจ่ายเพื่อชำระค่าใช้จ่าย โดย สศค. อยู่ในระหว่างการเจรจาเงื่อนไขร่าง
สัญญาการจัดจ้างที่ปรึกษา สศค. จึงขอทราบภาระภาษีอากรเกี่ยวกับการจัดจ้างที่ปรึกษา
ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญสัญชาติสหรัฐอเมริกาเพื่อทำการวิจัยให้คำปรึกษาจัดทำและนำเสนอ
รายงานข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงบริการด้านการเงินภายใต้การเจรจา
ความตกลงการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกาต่อ สศค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีเงื่อนไข
การจัดจ้างสรุปได้ดังนี้
ผู้ว่าจ้าง กระทรวงการต่างประเทศโดยสถานเอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน
ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ลงนามในสัญญาจ้าง ผู้รับจ้าง บุคคลธรรมดาสัญชาติสหรัฐอเมริกา
มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาสถานที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
เว้นแต่การนำเสนอรายงานจะกระทำในประเทศไทย ระยะเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ลักษณะงาน
ศึกษา วิจัย ให้คำปรึกษา จัดทำและนำเสนอรายงานข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเจรจาความ
ตกลงบริการด้านการเงินภายใต้การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริการะยะ
เวลาการจ้าง ประมาณ 4 - 6 เดือน ค่าจ้างเบิกจากงบประมาณของรัฐบาลไทย จำนวน 10
ล้านบาท ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินงานแล้ว
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีกระทรวงการต่างประเทศจ่ายเงินค่าจ้างศึกษา
วิจัย ให้คำแนะนำ จัดทำและนำเสนอรายงานข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเจรจาความตกลง
บริการด้านการเงินภายใต้การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกาให้แก่ผู้รับจ้าง
ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและมีถิ่นที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เข้าลักษณะเป็นการจ่ายเงินได้
เนื่องจากการรับทำงานให้ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งบุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่ง
ประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ดี เนื่องจากการรับทำงานดังกล่าวถือเป็นงานบริการส่วนบุคคล
ซึ่งผู้มีเงินได้จะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากค่าจ้างหรือค่าตอบแทนที่ได้รับจากงาน
บริการส่วนบุคคลนั้นให้แก่ประเทศไทยต่อเมื่อได้ให้บริการดังกล่าวในประเทศไทย ดังนั้น
เมื่อบุคคลดังกล่าวได้ให้บริการในต่างประเทศ จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ในประเทศไทยจากค่าจ้างที่ได้รับ ทั้งนี้ ตามข้อ 15 วรรคหนึ่ง แห่งอนุสัญญาระหว่างรัฐบาล
แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและ
การป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้
2.ภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากผู้รับจ้างได้ให้บริการศึกษา วิจัย ให้คำแนะนำ จัดทำ
รายงานในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้มีการนำเสนอรายงานในประเทศไทย ถือเป็นการให้
บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษี
มูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจ้างซึ่งเป็นผู้ประกอบการในต่างประเทศ
จึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/13 แห่งประมวลรัษฎากร โดยกระทรวงการ
ต่างประเทศ ผู้จ่ายเงินค่าบริการ มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการในต่างประเทศ
(ผู้รับจ้าง) มีหน้าที่ต้องเสียตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องยื่นแบบนำส่งภาษี
มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้ให้
แก่ผู้ประกอบการในต่างประเทศตามมาตรา 83/6 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับ
ข้อ 4 ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
การนำส่งภาษีเงินได้ การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และการยื่นรายการ ลงวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.
2544